

สำหรับ No Way Home ถือเป็นภาคที่ยกระดับทุกองค์ประกอบของ Spider Man ฉบับ Tom Holland ได้อย่างแท้จริง หลังจากตลอดสองภาคที่ผ่านมา เราแทบไม่เห็นพัฒนาการของ Peter Parker มากนัก แต่ภาคนี้กลับผลักตัวละครให้เผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วง ทั้งการสูญเสียคนสำคัญ การแบกรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง และการต้องยอมให้ทั้งโลกลืมการมีตัวตนของเขา สิ่งที่ชอบมาก คือ การที่หนังทำให้ Peter Parker ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตัวเองอย่างจริงจัง แม้ตลอดเรื่องเขาจะยังคงมีบุคลิกแบบวัยรุ่นที่หุนหันพลันแล่นและชวนให้รู้สึกรำคาญอยู่หลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องเรียนรู้ว่าทุกการตัดสินใจย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย สมกับประโยคอมตะของ Spider Man ที่ว่า 'พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง' อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวกลับไม่ได้รู้สึกว้าวกับภาคนี้มากนัก แม้มันจะเป็นหนังที่ทำออกมาได้ดี แต่หลายช่วงกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขยายจักรวาล MCU ให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าจะมุ่งเล่าเรื่องของ Peter Parker เพียงอย่างเดียว จุดที่โดดเด่นที่สุดจึงหนีไม่พ้นการกลับมาของ Spider Man ทั้งสองเวอร์ชันจาก Tobey Maguire และ Andrew Garfield ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจและเต็มไปด้วยความคิดถึงสำหรับคนที่เติบโตมากับทั้งคู่ โดยภาพรวม No Way Home ถือเป็นผลงานที่แข็งแรงที่สุดของ Spider Man ฉบับ Tom Holland ทั้งในแง่พัฒนาการของตัวละครและน้ำหนักทางอารมณ์ แม้สำหรับผู้เขียนมันจะยังไม่ใช่หนัง Spider Man ที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ก็เป็นบทสรุปที่น่าประทับใจของ Peter Parker ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตสู่การเป็นฮีโร่อย่างแท้จริง

สำหรับภาค Far From Home นี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำออกมาได้ดีพอสมควร แม้จะยังไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยมหากมองในฐานะหนังฮีโร่ทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคนี้ยกระดับหลายองค์ประกอบของ Spider Man ฉบับ Tom Holland ได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการพยายามเติมมิติให้กับตัวละครและผลักดันให้ Peter Parker เติบโตขึ้นจากเดิม ส่วนตัวมองว่าหนังยังติดกับดักของตัวเองอยู่ไม่น้อย ด้วยการพยายามรักษาภาพลักษณ์ของ Peter ในฐานะเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังมากเกินไป จนหลายครั้งการตัดสินใจของตัวละครชวนให้รู้สึกรำคาญมากกว่าจะเอาใจช่วย และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตที่หนังพยายามนำเสนอ ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างมากคือคุณภาพของงาน CG ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฉากแอ็กชันและภาพลวงตาที่ทั้งสร้างสรรค์และตื่นตาตื่นใจ ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้ Far From Home สนุกและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น

บางครั้งสิ่งที่สะเทือนหัวใจที่สุด อาจไม่ใช่ถ้อยคำที่เปล่งออกมา หากคือความเงียบที่เผยให้เห็นความรัก ความสูญเสีย และความปรารถนาของมนุษย์ เพราะในโลกที่เสียงของผู้คนค่อยๆ เลือนหายไป หัวใจกลับเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงส่งเสียงได้อย่างชัดเจน นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าทึ่งที่สุดของ Aki Kaurismäki เพราะแม้จะเป็นภาพยนตร์ขาวดำแบบเงียบ แต่มันกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาษาภาพยนตร์ได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะดนตรีประกอบที่ทำหน้าที่แทนบทสนทนา ถ่ายทอดทั้งความรัก ความสูญเสีย และความเจ็บปวดของตัวละครได้อย่างทรงพลัง จนผู้เขียนแทบไม่รู้สึกเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ปราศจากเสียงพูดของผู้คน ตรงกันข้าม มันกลับเป็นหนึ่งในผลงานของ Aki ที่ 'ส่งเสียง' ได้ชัดเจนที่สุดผ่านภาพและดนตรี และสำหรับผู้เขียนคงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่นับเป็นผลงานที่ Aki ถ่ายทอดตัวตนของเขาผ่านภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ โดยสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุดในเรื่อง คือ การที่ Aki ไม่ได้ใช้ความเงียบเป็นเพียงการคารวะต่อยุคภาพยนตร์เงียบเท่านั้น หากแต่เปลี่ยนมันให้กลายเป็นภาษาของเรื่องราว เช่น เสียงของรถยนต์ แสงของเมืองใหญ่ สีของเครื่องแต่งกาย หรือวัตถุต่างๆ กลับมีความสำคัญมากกว่าบทสนทนาของตัวละคร ราวกับโลกภายนอกกำลังค่อยๆ กลืนกินจิตใจของพวกเขา ผ่านแรงดึงดูดของทุนนิยม ความหลงใหลในความศิวิไลซ์ และความปรารถนาที่ไม่อาจเติมเต็มได้ จนท้ายที่สุดสิ่งที่ตัวละครคิดว่าเป็นหนทางสู่การปลดปล่อย กลับกลายเป็นพันธนาการที่ค่อยๆ ผลักพวกเขาไปสู่โศกนาฏกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจ คือ ผลงานเรื่องนี้เปรียบเสมือนจดหมายรักที่ Aki เขียนถึงยุคภาพยนตร์เงียบ โดยเขายังคงรักษาสไตล์การเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองเอาไว้ แต่ลดทอนอารมณ์ขันลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้โศกนาฏกรรมของความรัก การสูญเสีย และการถูกชักใยได้ทำงานอย่างเต็มที่ 'Juha' จึงไม่ได้เป็นเพียงการหวนรำลึกถึงยุคภาพยนตร์เงียบ แต่ยังพิสูจน์ว่า ภาพ ดนตรี และความเงียบ สามารถสื่อสารได้ทรงพลังไม่แพ้บทสนทนา Aki Kaurismäki จึงใช้โศกนาฏกรรมของความรักและความฝัน มาถ่ายทอดบทกวีอันแสนเศร้าว่าด้วยความเป็นมนุษย์ ที่ยังคงก้องอยู่ในใจแม้ภาพสุดท้ายจะจบลง

สำหรับฮีโร่ไอแมงมุมฉบับของ Tom Holland ผู้เขียนมองว่ามันเป็นผลงานที่เดินตามขนบของหนังฮีโร่ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นนัก สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามหนังซูเปอร์ฮีโร่หรือจักรวาล MCU เป็นทุนเดิม หนังอาจให้ความรู้สึกค่อนข้างเฉยๆ มากกว่าจะสร้างความประทับใจ ส่วนตัวมองว่าหนังยังขาดองค์ประกอบบางอย่างที่จะทำให้มันโดดเด่นเหนือหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ หากนำไปเทียบกับฉบับของ Tobey Maguire หรือ Andrew Garfield ก็ต้องยอมรับว่ายังห่างอยู่พอสมควร ไม่ใช่เพราะ Tom Holland แสดงได้ไม่ดี แต่เพราะตัวหนังยังไม่สามารถทำให้เชื่อได้อย่างเต็มที่ว่านี่คือ Spider Man ที่เราเคยรู้จัก สิ่งที่รู้สึกแปลกตาที่สุด คือ การที่ Peter Parker เวอร์ชันนี้พึ่งพาเทคโนโลยีจาก Tony Stark มากเกินไป แม้มันจะเป็นการตีความใหม่ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับจักรวาล MCU แต่ก็ทำให้เสน่ห์ของ Spider Man ในฐานะฮีโร่ที่เติบโตจากความสามารถ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้ด้วยตัวเองถูกลดทอนไปอยู่ไม่น้อย ซึ่งถ้าหากหนังให้เวลากับพัฒนาการของตัวละครมากกว่านี้ ส่วนตัวเชื่อว่าเวอร์ชันของ Tom Holland คงน่าเชื่อถือและน่าจดจำยิ่งกว่านี้แน่นอน