Tampopo
“รสชาติของชีวิต”
หยิบยกภาพยนตร์หลากหลายแนวมาผสมผสานเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม เปรียบเสมือนรสชาติของ ‘ราเมน’ ที่มีกลิ่นเย้ายวนใจ น้ำซุปสีใส รสชาติอ่อนแต่กลมกล่อม พร้อมสอดแทรกข้อคิดและวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้อย่างเจ็บแสบ
จะเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหาร ก็อาจจะใช่เพราะมีรางเมนเป็นหัวใจของเรื่อง จะบอกว่าเป็นภาพยนตร์คอมเมดี้ เพราะหลายฉากสามารถสร้างความฮาได้ดีก็ไม่เชิง แต่จะบอกว่าเป็นภาพยนตร์ฆาตกรรม ก็เป็นได้เพราะมีคนถูกยิง แม้จะเต็มไปด้วยหลายองค์ประกอบแต่ทั้งหมดกลับเป็นรสชาติที่แปลกใหม่และน่าค้นหา
จากที่กล่าวมา อาจทำให้ผู้ชมหลายคนสับสนว่าแท้จริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการนำเสนออะไรกันแน่ ซึ่งผู้เขียนมองว่าภาพยนตร์เลือกที่จะเล่าเรื่องราวผ่านหลายเส้นเรื่อง ไม่ต่างจากอาหารที่มีรสชาติหลากหลาย แต่ทุกเส้นเรื่องกลับมีจุดเชื่อมโยงกัน นั่นคือการพูดถึงคุณค่าของอาหารและชีวิต
ในบางมุม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เปรียบเสมือนภาพยนตร์แนวเวสเทิร์น เนื่องจากเรื่องราวเกี่ยวกับการสมัครเข้าทำงานที่ร้านของชายคนขับรถบรรทุก ชวนให้นึกถึงหนังตะวันตก โดยเฉพาะการอ้างอิงถึง ‘สปาเกตตี้-คาวบอย’ ซึ่งเปรียบกับภาพยนตร์แนวตะวันตกของผู้กำกับชาวอิตาเลียน ‘Sergio Leone’
เนื้อหาโดยรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถตีความในเชิงสุนทรียศาสตร์ ผ่านการนำเสนอองค์ประกอบแปลกใหม่ที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเป็น ‘สัญญะ’ ที่ซ่อนความหมายไว้ เช่นเดียวกับราเมนที่มีส่วนผสมปลีกย่อยต่างๆ ที่รวมกันจนได้รสชาติอันกลมกล่อมจนน่าลิ้มลองสักครั้ง
เพราะในภาพยนตร์ เราจะเห็นองค์ประกอบต่างๆ ของ ‘ราเมน’ ที่ทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้ออบ น้ำซุป เส้นราเมน หรือลูกชิ้นปลาที่มีลายสีชมพูรูปก้นหอย แม้แต่น้ำซุปใส ต่างก็มีหน้าที่ของมันเองในการสร้างสรรค์รสชาติ ซึ่งภาพยนตร์เลือกนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบเดียวกับการทำราเมน
หากราเมนมีหัวใจอยู่ที่น้ำซุป หัวใจหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเส้นเรื่องรอง เพราะในการทำน้ำซุปราเมนแต่ละครั้ง เราอาจเห็นเพียงน้ำใสๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเจือปน แต่ในความเป็นจริง กว่าจะได้น้ำซุปที่กลมกล่อมนั้นต้องอาศัยส่วนผสมเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่เราไม่อาจมองเห็นได้
ในส่วนนี้ ผู้เขียนขอเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมหรือสังคม เพราะในสังคมของเรานั้นมีหลากหลายวัฒนธรรมปะปนกันอยู่ การที่เรามองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หรืออาจเผลอมองว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งบริสุทธิ์ แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่ เพราะทุกสิ่งอาจซับซ้อนและผ่านการกรองจากสังคมมาแล้ว
ในแง่ของสังคม ภาพยนตร์สามารถหยิบยกประเด็นปลีกย่อยต่างๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบของอาหารที่เป็นมากกว่าอาหาร องค์ประกอบเสียดสีสังคมญี่ปุ่นถูกนำเสนอควบคู่กับอาหารนานาชนิดที่สอดแทรกอยู่ตามฉากต่างๆ จนบางครั้งเราอาจมองข้ามมันไปโดยไม่รู้ตัว
‘Tampopo’ จึงกลายเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการปรุงอาหารที่เหนือกาลเวลาและมีสไตล์จัดจ้านชัดเจน ด้วยการหยิบยกภาพยนตร์หลากหลายแนวมาผสมผสานเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม และสอดแทรกประเด็นข้อคิดคุณค่าของอาหารและชีวิต พร้อมวิพากษ์วิจารณ์สังคมของญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ