Yi Yi
มีภาพยนตร์บางเรื่องที่ไม่เร่งเร้าให้เรา 'เข้าใจ' หากแต่ชวนให้เราใช้ชีวิตอยู่กับมันชั่วขณะหนึ่ง จนค่อยตระหนักได้ว่า สิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของใครบางคน หากแต่คือเศษเสี้ยวของชีวิตเราเองที่ถูกสะท้อนกลับมาอย่างเงียบงัน
ชื่อของ Edward Yang ถือเป็นอีกหนึ่งชื่อที่ทุกคนต้องเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง หรือไม่ก็เคยรับชมภาพยนตร์ของเขามาก่อน ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่อง 'Yi Yi' ก็ทำให้เข้าใจว่า เหตุใดผลงานเรื่องนี้จึงถูกยกย่องให้เป็น ‘Masterpiece’ ที่ ‘ควรดูให้ได้สักครั้งก่อนตาย’
หากดูเผินๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นเพียงเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในไต้หวัน หากแต่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้นกลับซ่อนความลึกซึ้งของการมีชีวิตอยู่เอาไว้อย่างเงียบงัน โดยมันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์หรือชี้นำผู้ชมว่าควรรู้สึกอย่างไร หากแต่ปล่อยให้ช่วงเวลาธรรมดาๆ ค่อยๆ ทำหน้าที่ของมันเอง
หนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฐานที่แข็งแรง คือ การที่ภาพยนตรืเลือกมอง 'ชีวิต' ผ่านหลายช่วงวัย ตั้งแต่ความไร้เดียงสาของเด็ก ความสับสนของวัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับความเสื่อมถอยและความตาย ซึ่งทุกตัวละครล้วนต่างแบกรับคำถามของตนเองไว้โดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
ภาพยนตร์ยังมีการพูดถึงการมองเห็นโลกเพียง 'ครึ่งเดียว' ผ่านทั้งบทสนทนา และการจัดองค์ประกอบภาพ ซึ่งการถ่ายภาพที่เน้นมุมมองด้านหลังของตัวละคร ไม่ได้เป็นเพียงความสวยงามเชิงเทคนิคเท่านั้น หากแต่เป็นภาษาภาพยนตร์ที่สะท้อนว่า มนุษย์ไม่อาจมองเห็นความจริงทั้งหมดได้ในคราวเดียว
ในขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบและจังหวะการตัดต่อที่เนิบช้าก็ช่วยขับเน้นอารมณ์ของการเฝ้ามองชีวิตดำเนินไปอย่างไม่รีบร้อน มันเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ทบทวนชีวิตของตนเองไปพร้อมกับตัวละคร ความสุข ความเศร้า และการสูญเสีย จึงไม่ถูกนำเสนออย่างฉาบฉวย แต่ค่อยๆ ฝังรากอยู่ในความรู้สึกของผู้ชม
แม้ระยะเวลาของภาพยนตร์เรื่องนี้จะยาวเกือบสามชั่วโมง แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว นี่คือประสบการณ์การรับชมที่ค่อยๆ พาเราไตร่ตรองช่วงชีวิตของตนเองอย่างละเมียดละไม ผ่านความหลากหลายของเหตุการณ์ที่ไม่ต่างจากสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญ ก่อนจะทิ้งทวนด้วยคำถามสำคัญที่ทำให้ผู้ชมต้องเสียน้ำตา
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ผู้เขียนประทับใจ คือ การบันทึกความงดงามของชีวิตผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์เล็ก-ใหญ่ที่ตัวละครต้องเผชิญ ซึ่งตัวภาพยนตร์สามารถผนวกรวมเรื่องราวของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความผูกพัน และหัวใจที่แหลกสลาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียนและงดงาม
สำหรับผู้เขียนมองว่า สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความงดงามอย่างแท้จริง คือ การไม่ตัดสินชีวิตของใครเป็นถูกหรือผิด หากแต่ทุกการตัดสินใจล้วนเต็มไปด้วยความเปราะบางและข้อจำกัดของมนุษย์ โดยภาพยนตร์เลือกจะเข้าใจ มากกว่าชี้นำ และเลือกจะรับฟังมากกว่าตอบคำถามแทนผู้ชม
'Yi Yi' จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัว หากแต่เป็นบทบันทึกของการมีชีวิตอยู่ ที่คอยย้ำเตือนเราเสมอว่า แม้เราตลอดช่วงชีวิตของเราจะมองเห็นโลกได้เพียงครึ่งเดียว แต่บางครั้งการพยายามทำความเข้าใจอีกครึ่งหนึ่ง ก็อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'ชีวิต' ก็เป็นได้